นกแขกเต้าหรือชื่อสามัญคือ Red-breasted Parakeet มีการกระจายพันธุในประเทศอินเดีย จีนตอนใต เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใตยกเวนมาเลเซีย ซึ่งเปนนกนำเขาไปในเกาะปนัง หมูเกาะอันดามัน และหมูเกาะซุนดาใหญ
ลักษณะทั่วไป

เปนนกขนาดเล็ก-กลาง (35-36 เซนติเมตร) ปากเปนปากขอ หัวใหญ คอสั้น ปกยาวแคบ ปลายปกแหลม หางยาว ขนหางคูกลางเรียวแหลมและยาวมาก ขาสั้น เล็บแข็งแรง ตัวผูมีลำตัวดานบนสีเขียว ลำตัวดานลางสีเขียวออนอมฟา บริเวณอกสีชมพูแกมสม หัวสีมวงแกมเทา หนาผากคาดแถบสีดำไปจรดตาทั้งสองขาง และมีแถบสีดำลากจากโคนปากไปถึงแกม จงอยปากบนสีแดง จงอยปากลางสีดำขาและนิ้วเทาสีออกเขียวตัวเมีย ตางจากตัวผูตรงที่หัวเปนสีน้ำเงินแกมเทา จงอยปากทั้งบนและลางสีดำ นกตัวไมเต็มวัย ลำตัวสวนใหญเปนสีเขียว อกสีเขียวปากสีดำ
อุปนิสัยและอาหาร

อาศัยอยูตามปาโปรง เชน ปาเบญจพรรณ ปาเต็งรัง ปาละเมาะ ในระดับพื้นราบแตอาจพบไดถึงระดับ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ยังอาจพบไดในปาชายเลนดวย มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวัน ปรกติพบอยูเปนฝูง 6-10 ตัว แตในชวงฤดูผสมพันธุจะพบเปนคูหรือเปนครอบครัว นกแขกเตาอาศัยและหากินบนตนไม มันสามารถเกาะกิ่งไมไดทุกแนว ทั้งแนวตั้ง ทั้งแนวนอนและหอยหัวลง ขณะกินอาหารมัน จะเปลี่ยนแนวเกาะตามตำแหนงของอาหารซึ่งกำลังกิน แตโดยทั่งไปจะเกาะแนวตั้ง นกแขกเตาบินไดดีและเร็ว ขณะบินมักรอง “แกก-แกก-แก็ก”เปนเสียงดังกังวาน
อาหาร คือ ผลไม ธัญพืชและเมล็ดพืช โดยเฉพาะลูกไทร ลูกกอ ขาว ขาวโพด และที่เห็นเปนประจำคือพริกสุก มันหากินโดยบินไปเกาะตามกิ่งไมหรือตนพืช โดยใชกรงเล็บจับอาหาร แลวใชปากคาบเด็ดกินทีละผลหรือทีละเมล็ด
การผสมพันธุ

นกแขกเตาผสมพันธุในชวงฤดูหนาวตอฤดูรอนระหวางเดือนกุมภาพันธถึงเมษายน เมื่อจับคูกันแลว นกจะชวยกันเลือกโพรงไมทำรัง โพรงอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือเปนโพรงที่สัตวอื่นทำทิ้งไว เชน กระรอก มด ปลวก นกหัวขวาน นกโพระดก เปนตน โดยพวกมันจะใชปากตกแตงโพรงและคาบเศษดิน เศษใบไมหรือกิ่งไมที่อยูในโพรงออก จากนั้นตัวเมียเริ่มวางไข ปกติรังมักไมมีวัสดุรอง และโพรงรังอยูเหนือพื้นดินประมาณ 3-10 เมตร
ไขมีรูปรางกลมนอยกวาไขของนกแกวชนิดอื่น มีสีขาว ไมมีจุด ขีด หรือลาย มีขนาดเฉลี่ย 25.6 x 30.9 มิลลิเมตร
รังมีไข 3-4 ฟอง ทั้งสองเพศผลัดกันฟกไข แตสวนใหญจะเปนตัวเมีย ใชเวลาฟกไข 17-19 วัน
ในขณะที่ตัวใดตัวหนึ่งฟกไข อีกตัวหนึ่งจะไปหาอาหาร หากมีคนหรือสัตวอื่นเขาไปใกลรัง นกทั้งคูจะสงเสียงดังและมักบินวนเวียนไปมาใกลรัง เมื่อเห็นวาปลอดภัยแลวมัน จะเขารังไปฟกไขตอ ลูกนกแรกเกิดยังไมลืมตา ไมมีขนปกคลุมลำตัว ขาและนิ้วเทาไมแข็งแรงพอที่จะยืนหรือเดินได พอแมตองคอยชวยกันกกลูก โดยใหซุกใตปกหรือใตทองและหาอาหารมาปอน ประมาณ 3-4 สัปดาห ลูกนกจึงแข็งแรงและบินไดดี แลวพวกมันจะทิ้งรัง แตอยูเปนครอบครัวอีกชั่วระยะหนึ่ง จากนั้นจึงไปรวมฝูงกับนกครอบครัวอื่น
ปญหาในการเลี้ยงดูแบงออกเปนสองกลุม คือ ลูกนก (นกวัยออนหรือลูกปอน) และนกโตเต็มวัย

ลูกนก ปญหาสวนใหญมาจากการเลี้ยงดูที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งเปนสาเหตุใหลูกนกตายมากที่สุด เชน การปอนซิลิแล็ค (ทำใหลูกนกมักทองเสีย ออนเพลีย อาเจียน ตามมาดวยเสียชีวิต) สภาพแวดลอมไมเหมาะสม เชน การอยูในกลองกรงหรือตะกรา ในที่มีการหมักหมมของสิ่งขับถาย และควบคุมอุณหภูมิและความชื้นไมได ทำใหลูกนกมักมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจและเสียชีวิต

นกโตเต็มวัย บางตัวเริ่มบินไดมักเกิดอุบัติเหตุเสมอ เชน ชนสิ่งตางๆ โดนประตูหนีบ โดนพัดลมเพดานตี โดนสุนัขหรือแมวกัด กินสารพิษ เปนตน สวนใหญจะเสียชีวิต อีกปญหาหนึ่งคือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจมักพบในชวงที่มีการเปลี่ยนอากาศ เชน ฝนตก เปลี่ยนฤดู เปนตน จะเริ่มเห็นมีน้ำมูกใสๆ จาม ไมรอง กินอาหารลดลง เมื่อเวลาผานไปและเจาของไมใหความใสใจ นกจะพบกับปญหาหนัก คือ หอบ ไมกินอาหาร ซึม ขนฟู ปกตก ตกคอนและเสียชีวิตในที่สุด นกบางตัวมีปญหาทางพฤติกรรม เชน ทำรายเจาของ รองตลอดเวลา ทำลายสิ่งของ จิกดึงขนตัวเอง อาการเหลานี้จะเกิดกับนกที่ถูกทิ้งในอยูตัวเดียวบอยๆ ทำใหนกเปนโรคจิตและแกไขไดยาก