วันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2011 เวลา 23:06 น.
Rate this item
(9 votes)

มารู้จักนกแขกเต้ากันเถอะ

นกแขกเต้าหรือชื่อสามัญคือ Red-breasted Parakeet มีการกระจายพันธุในประเทศอินเดีย จีนตอนใต เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใตยกเวนมาเลเซีย ซึ่งเปนนกนำเขาไปในเกาะปนัง หมูเกาะอันดามัน และหมูเกาะซุนดาใหญ

ลักษณะทั่วไป

เปนนกขนาดเล็ก-กลาง (35-36 เซนติเมตร) ปากเปนปากขอ หัวใหญ คอสั้น ปกยาวแคบ ปลายปกแหลม หางยาว ขนหางคูกลางเรียวแหลมและยาวมาก ขาสั้น เล็บแข็งแรง ตัวผูมีลำตัวดานบนสีเขียว ลำตัวดานลางสีเขียวออนอมฟา บริเวณอกสีชมพูแกมสม หัวสีมวงแกมเทา หนาผากคาดแถบสีดำไปจรดตาทั้งสองขาง และมีแถบสีดำลากจากโคนปากไปถึงแกม จงอยปากบนสีแดง จงอยปากลางสีดำขาและนิ้วเทาสีออกเขียวตัวเมีย ตางจากตัวผูตรงที่หัวเปนสีน้ำเงินแกมเทา จงอยปากทั้งบนและลางสีดำ นกตัวไมเต็มวัย ลำตัวสวนใหญเปนสีเขียว อกสีเขียวปากสีดำ

 

อุปนิสัยและอาหาร


อาศัยอยูตามปาโปรง เชน ปาเบญจพรรณ ปาเต็งรัง ปาละเมาะ ในระดับพื้นราบแตอาจพบไดถึงระดับ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ยังอาจพบไดในปาชายเลนดวย มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวัน ปรกติพบอยูเปนฝูง 6-10 ตัว แตในชวงฤดูผสมพันธุจะพบเปนคูหรือเปนครอบครัว นกแขกเตาอาศัยและหากินบนตนไม มันสามารถเกาะกิ่งไมไดทุกแนว ทั้งแนวตั้ง ทั้งแนวนอนและหอยหัวลง ขณะกินอาหารมัน จะเปลี่ยนแนวเกาะตามตำแหนงของอาหารซึ่งกำลังกิน แตโดยทั่งไปจะเกาะแนวตั้ง นกแขกเตาบินไดดีและเร็ว ขณะบินมักรอง แกก-แกก-แก็กเปนเสียงดังกังวาน

 

อาหาร คือ ผลไม ธัญพืชและเมล็ดพืช โดยเฉพาะลูกไทร ลูกกอ ขาว ขาวโพด และที่เห็นเปนประจำคือพริกสุก มันหากินโดยบินไปเกาะตามกิ่งไมหรือตนพืช โดยใชกรงเล็บจับอาหาร แลวใชปากคาบเด็ดกินทีละผลหรือทีละเมล็ด

 

 

การผสมพันธุ


นกแขกเตาผสมพันธุในชวงฤดูหนาวตอฤดูรอนระหวางเดือนกุมภาพันธถึงเมษายน เมื่อจับคูกันแลว นกจะชวยกันเลือกโพรงไมทำรัง โพรงอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือเปนโพรงที่สัตวอื่นทำทิ้งไว เชน กระรอก มด ปลวก นกหัวขวาน นกโพระดก เปนตน โดยพวกมันจะใชปากตกแตงโพรงและคาบเศษดิน เศษใบไมหรือกิ่งไมที่อยูในโพรงออก จากนั้นตัวเมียเริ่มวางไข ปกติรังมักไมมีวัสดุรอง และโพรงรังอยูเหนือพื้นดินประมาณ 3-10 เมตร

ไขมีรูปรางกลมนอยกวาไขของนกแกวชนิดอื่น มีสีขาว ไมมีจุด ขีด หรือลาย มีขนาดเฉลี่ย 25.6 x 30.9 มิลลิเมตร

รังมีไข 3-4 ฟอง ทั้งสองเพศผลัดกันฟกไข แตสวนใหญจะเปนตัวเมีย ใชเวลาฟกไข 17-19 วัน

ในขณะที่ตัวใดตัวหนึ่งฟกไข อีกตัวหนึ่งจะไปหาอาหาร หากมีคนหรือสัตวอื่นเขาไปใกลรัง นกทั้งคูจะสงเสียงดังและมักบินวนเวียนไปมาใกลรัง เมื่อเห็นวาปลอดภัยแลวมัน จะเขารังไปฟกไขตอ ลูกนกแรกเกิดยังไมลืมตา ไมมีขนปกคลุมลำตัว ขาและนิ้วเทาไมแข็งแรงพอที่จะยืนหรือเดินได พอแมตองคอยชวยกันกกลูก โดยใหซุกใตปกหรือใตทองและหาอาหารมาปอน ประมาณ 3-4 สัปดาห ลูกนกจึงแข็งแรงและบินไดดี แลวพวกมันจะทิ้งรัง แตอยูเปนครอบครัวอีกชั่วระยะหนึ่ง จากนั้นจึงไปรวมฝูงกับนกครอบครัวอื่น

 

 

ปญหาในการเลี้ยงดูแบงออกเปนสองกลุม คือ ลูกนก (นกวัยออนหรือลูกปอน) และนกโตเต็มวัย



ลูกนก ปญหาสวนใหญมาจากการเลี้ยงดูที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งเปนสาเหตุใหลูกนกตายมากที่สุด เชน การปอนซิลิแล็ค (ทำใหลูกนกมักทองเสีย ออนเพลีย อาเจียน ตามมาดวยเสียชีวิต) สภาพแวดลอมไมเหมาะสม เชน การอยูในกลองกรงหรือตะกรา ในที่มีการหมักหมมของสิ่งขับถาย และควบคุมอุณหภูมิและความชื้นไมได ทำใหลูกนกมักมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจและเสียชีวิต



นกโตเต็มวัย บางตัวเริ่มบินไดมักเกิดอุบัติเหตุเสมอ เชน ชนสิ่งตางๆ โดนประตูหนีบ โดนพัดลมเพดานตี โดนสุนัขหรือแมวกัด กินสารพิษ เปนตน สวนใหญจะเสียชีวิต อีกปญหาหนึ่งคือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจมักพบในชวงที่มีการเปลี่ยนอากาศ เชน ฝนตก เปลี่ยนฤดู เปนตน จะเริ่มเห็นมีน้ำมูกใสๆ จาม ไมรอง กินอาหารลดลง เมื่อเวลาผานไปและเจาของไมใหความใสใจ นกจะพบกับปญหาหนัก คือ หอบ ไมกินอาหาร ซึม ขนฟู ปกตก ตกคอนและเสียชีวิตในที่สุด นกบางตัวมีปญหาทางพฤติกรรม เชน ทำรายเจาของ รองตลอดเวลา ทำลายสิ่งของ จิกดึงขนตัวเอง  อาการเหลานี้จะเกิดกับนกที่ถูกทิ้งในอยูตัวเดียวบอยๆ ทำใหนกเปนโรคจิตและแกไขไดยาก

 

Last modified on วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2011 เวลา 00:28 น.
Administrator

Administrator

หน่วยงานสารสนเทศโรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรได้รับมอบหมาย

ให้ดำเนินการจัดทำเว๊บไซท์ของโรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตร บางเขน

โดยมีวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์งานต่างๆของโรงพยาบาลสัตว์

และให้บริการความรู้กับสัตวแพทย์ นิสิตสัตวแพทย์ ตลอดจนผู้สนใจ

Website: www.kasetanimalhospital.com

Latest from Administrator

back to top